อื่นๆ

ดีไซน์การตายด้วยตัวเอง พินัยกรรมชีวิต อย่าปล่อยให้ใครยื้อชีวิต ทำสิ่งนี้ก่อนสาย

ดีไซน์วาระสุดท้ายด้วยตัวเอง: เจาะปรากฏการณ์ ‘พินัยกรรมชีวิต’ ที่คนไทยทำเพิ่มขึ้น 10 เท่า ในโลกของ Well-being และการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เรามักพูดถึงการกินดี อยู่ดี และการมีสุขภาพจิตที่ดี แต่มี “จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย” หนึ่งที่คนยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญไม่แพ้การวางแผนเกษียณหรือการทำประกันชีวิต นั่นคือการออกแบบ “การจากลา” ของตัวเอง หรือที่เรียกว่า  “พินัยกรรมชีวิต” (Living Will)สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องอัปมงคลหรือการแช่งตัวเอง กลับกลายเป็นเทรนด์ Wellness ที่สะท้อนความรักที่มีต่อตนเองและคนข้างหลังอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะในช่วงปีที่ผ่านมาที่สังคมไทยตระหนักถึงความเปราะบางของชีวิตมากขึ้น ส่วนหนึ่งได้รับแรงกระตุ้นจากการจากไปอย่างกะทันหันของคนดังและผู้มีชื่อเสียงหลายท่าน จนเกิดปรากฏการณ์ยอดการทำพินัยกรรมชีวิตออนไลน์พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากเดิมราว 8,000 คน ทะยานสู่เกือบ 100,000 คน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าตัวบทความนี้จะพาคุณไปสำรวจ 5 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการวางแผน “วาระสุดท้าย” ที่อาจเปลี่ยนมุมมองของคุณต่อความหมายของการ “ตายดี” ไปตลอดกาล

ประเด็นที่ 1: ไม่ใช่แค่เรื่องของคนแก่ แต่คือเทรนด์ของ ‘คนรุ่นใหม่วัยดิจิทัล’

ภาพจำเดิมๆ ที่ว่าการวางแผนก่อนตายเป็นเรื่องของผู้สูงอายุถูกลบเลือนไปโดยกลุ่ม  Gen X  และ  Gen Y  ข้อมูลจาก สช. พบว่าประชากรวัยดิจิทัลเหล่านี้หันมาสนใจ  “การตายตั้งตัว” (Afterlife Design)  มากขึ้น เพราะพวกเขาใกล้ชิดกับข้อมูลและเห็นการสูญเสียในโลกออนไลน์จนมองว่าความตายคือส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตที่น่าสนใจคือผลการวิเคราะห์พบว่า  ผู้หญิงมีการตื่นตัวในการทำพินัยกรรมชีวิตมากกว่าผู้ชาย  สะท้อนถึงการเป็นผู้นำในการวางแผนดูแลสุขภาพและคนในครอบครัว โดยจังหวัดที่มีจำนวนคนทำพินัยกรรมชีวิตสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่:

  1. นครราชสีมา  (ครองอันดับ 1 ด้วยจำนวนกว่า 1.8 หมื่นคน)
  2. สุโขทัย
  3. นครศรีธรรมราช
  4. พิษณุโลก
  5. อุบลราชธานี

ประเด็นที่ 2: ‘พินัยกรรมขอตายดี’ ไม่ใช่ ‘การุณยฆาต’ (และทำไมความเข้าใจนี้ถึงสำคัญ)

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดคือการคิดว่า Living Will คือการ “ฉีดยาให้ตาย” แต่ในความจริงแล้ว ทั้งสองอย่างมีความหมายต่างกันโดยสิ้นเชิงในเชิงกฎหมายและจริยธรรมทางการแพทย์พินัยกรรมชีวิต ตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 คือ “สิทธิทางกฎหมาย” ที่ไทยรองรับมานานแล้ว เป็นการปฏิเสธการรักษาที่ “ยื้อการตาย” เพื่อให้ชีวิตดำเนินไปตามครรลองธรรมชาติ ในขณะที่การการุณยฆาตคือการจงใจกระตุ้นทางการแพทย์เพื่อสิ้นสุดชีวิต ซึ่งปัจจุบันยังถือว่าผิดกฎหมายในประเทศไทย“การตายดี” ไม่ใช่การเร่งให้ตาย แต่เป็นการที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต ขอให้มีช่วงเวลาความทุกข์ทรมานในระยะท้ายให้สั้นที่สุด ปล่อยให้การตายเกิดอย่างสงบตามธรรมชาติ

ประเด็นที่ 3: การวางแผนที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย ‘ครึ่งหนึ่งของทั้งชีวิต’

ในแง่ของไลฟ์สไตล์ที่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยง ข้อมูลเชิงสถิติระบุว่า  ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในช่วง 6 เดือนสุดท้ายของชีวิต อาจสูงถึงครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายสุขภาพตลอดทั้งชีวิต  เนื่องจากการระดมใช้เทคโนโลยีราคาแพงเพื่อยื้อร่างที่เข้าสู่วาระสุดท้ายแล้วการทำ Living Will จึงเป็นการช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขของประเทศ และที่สำคัญยิ่งกว่าคือการ  “ปลดล็อกภาระทางจิตใจ”  ของคนในครอบครัว เป็นการป้องกันไม่ให้พี่น้องต้องมาขัดแย้งหรือทุ่มเถียงกันหน้าเตียงผู้ป่วยว่า “จะยื้อต่อหรือพอแค่นี้” การตัดสินใจล่วงหน้าจึงถือเป็น “ของขวัญแห่งความรัก” ที่คุณทิ้งไว้ให้คนข้างหลังไม่ต้องแบกรับความรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต

ประเด็นที่ 4: สิทธิในการปฏิเสธการรักษาที่เลือกได้มากกว่าที่คิด

Living Will จะเริ่มทำงานเมื่อคุณเข้าสู่เงื่อนไขทางการแพทย์ที่ระบุไว้ชัดเจน เช่น  อยู่ในสภาวะไม่รู้สึกตัวถาวร, มีอาการสับสนอย่างถาวรจนสื่อสารไม่ได้, หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันได้เองอย่างอิสระโดยคุณสามารถเลือกปฏิเสธเครื่องมือที่ไม่ก่อประโยชน์ได้ เช่น:

  • การใส่ท่อและเครื่องช่วยหายใจ
  • การให้อาหารและน้ำทางสายยาง
  • การปั๊มหัวใจ (CPR) หรือการกระตุ้นหัวใจเมื่อเข้าสู่วาระสุดท้ายนอกจากเรื่องการแพทย์ คุณยังเลือก “ดีไซน์” สถานที่จากลาได้ว่าจะเลือกอยู่ที่โรงพยาบาลหรือขอกลับไปสงบที่ “บ้าน” ท่ามกลางคนที่รัก ทั้งนี้ Living Will จะไม่ถูกนำมาใช้ในกรณีอุบัติเหตุหรืออาการป่วยที่แพทย์วินิจฉัยว่ายังมีโอกาสรักษาให้หายได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ

ประเด็นที่ 5: จากกระดาษสู่ระบบ ‘e-Living Will’ ที่ทำเองได้ในไม่กี่นาที

ปัจจุบันคุณไม่จำเป็นต้องพกกระดาษใบเดียวติดตัวอีกต่อไป สช. ได้พัฒนาระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมโยงกับสถานพยาบาลทั่วประเทศ ทำให้เจตนารมณ์ของคุณอยู่บนระบบที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ง่ายขั้นตอนการทำออนไลน์:

  1. เข้าเว็บไซต์  e-livingwill  ของ สช.
  2. ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน  ThaiD  เพื่อความปลอดภัยระดับสูงสุด
  3. กรอกข้อมูลและระบุความประสงค์ (คุณสามารถเลือกใช้เครื่องมืออย่าง  “สมุดเบาใจ” (Baojai Notebook)  เป็นไกด์ช่วยสะท้อนความคิดก่อนกรอกข้อมูลได้)
  4. ตรวจสอบข้อมูลและยืนยันเพื่อบันทึกเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง
  5. จุดสำคัญ:  ระบบนี้ไม่ได้เป็นพันธะที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ คุณสามารถกลับเข้ามา  “แก้ไขหรือยกเลิก”  ได้ทุกเมื่อหากความคิดหรือเงื่อนไขชีวิตเปลี่ยนไป

บทสรุป

การทำพินัยกรรมชีวิตไม่ใช่การยอมจำนนต่อความตาย แต่มันคือการ “บริหารจัดการวาระสุดท้าย” ด้วยสติและความรัก เป็นการสะท้อนตัวตน (Authenticity) ของคุณไปจนถึงลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้ภาพการจากลาเป็นไปอย่างสงบและสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หากวันนี้คุณยังมีสุขภาพที่แข็งแรงและสติสัมปชัญญะครบถ้วน ลองหาเวลาเงียบๆ ทบทวนคำถามสำคัญดูสักครั้ง…  “หากวันนั้นมาถึง คุณอยากให้ภาพการจากลาของคุณเป็นอย่างไร?”สำหรับผู้ที่สนใจเริ่มต้นออกแบบวาระสุดท้ายของตนเอง สามารถศึกษาข้อมูลและทำพินัยกรรมออนไลน์ได้ที่ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

 

Loading